มหันตภัย…ถุงผ้า
January 18th, 2010 by art4d.comขออนุญาตคุณธิชา ชัยวรศิลป์ ผ่านทางเว็บบล๊อคนี้ เพื่อนำบทความโดนใจมาเผยแพร่ครับ.
จาก หนังสือพิมพ์ Posttoday ฉบับวันที่ 18 มกราคม 2552
รายงานโดย :ธิชา ชัยวรศิลป์ TishaChai@gmail.com:
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553
เป็นเวลาสามปีแล้วที่ประเทศไทยรณรงค์เรื่อง “ถุงผ้าลดโลกร้อน” มาวันนี้หลายคนคงตระหนักเหมือนฉันแล้วว่า โครงการนี้ลงเอยด้วยความล้มเหลวเละเทะที่สุด
นับตั้งแต่เริ่มรณรงค์เมื่อปี 2550 ถุงผ้าได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากยาบ้า ทั้งภาครัฐและเอกชน มูลนิธิ สมาคม บริษัทห้างร้านต่างๆ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ ปลากระป๋อง ผ้าอนามัย ยางรถยนต์ กระเบื้องมุงหลังคา ไปจนถึงยาฆ่าแมลง พากันผลิตและแจกจ่ายถุงผ้ากันอย่างโกลาหล ประหนึ่งว่ามันคือสิ่งจำเป็นที่สุดที่จะช่วยทำให้มนุษย์โลกรอดชีวิต และทำราวกับว่า ยิ่งคนถือถุงผ้ามากเท่าไหร่ โลกเราก็จะเย็นลงทันตาเห็น
แต่ที่น่าตลกก็คือ หลายคนไม่รู้กระทั่งว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของถุงผ้าคืออะไร
เราคงเคยเห็นคนที่สะพายถุงผ้าเขียนว่า “รักษ์โลก” หรือ “save the world” ยืนอยู่ข้างหน้าเราตอนรอคิวจ่ายเงินในเซเว่นอีเลเว่น เขาซื้อชาเขียวขวดหนึ่งแล้วยืนรออย่างอดทนให้พนักงานหยิบใส่ถุง แล้วก็ยัดถุงพลาสติกนั้นลงในถุงผ้าอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจสักนิด เหมือนไม่รู้เลยว่า ที่เขารณรงค์กันอยู่โครมๆ ก็เพื่อที่จะให้เราถือถุงผ้าเวลาไปซื้อของและจะได้เอ่ยประโยคสำคัญแก่คนขายว่า “ไม่ต้องใส่ถุงครับ/ค่ะ” แล้วเอาสินค้านั้นๆ ใส่ลงในถุงผ้าของเรา ไม่ใช่คิดอย่างซื่อๆ เพียงแค่ว่า การใช้ถุงผ้าเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดในการช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะมันไม่ได้ทำมาจากพลาสติก…
ฉันยังคงมองไม่เห็นเหตุผลเลยว่า ทำไมเราต้องทำให้มันยุ่งยากด้วยการรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้า ในเมื่อวิธีที่ง่ายกว่านั้น ก็คือการรณรงค์ให้ประชาชนถือภาชนะใส่สัมภาระใดๆ ก็ได้ที่มีอยู่แล้วที่บ้าน เวลาออกไปซื้อของหรือจ่ายตลาด ไม่ว่าจะตะกร้า ย่าม กระเป๋าสาน ถุงกระดาษ กระเป๋าแบ็กแพ็ก หรือจะลากกระเป๋าเดินทางแซมโซไนต์ หรือกระเป๋าหลุยส์วิตตองก็ย่อมได้ เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็น จุดประสงค์ที่แท้จริงคือการไม่รับถุงพลาสติกจากผู้ขายต่างหาก
ในขณะที่ทั่วโลกมีการรณรงค์ในทุกรูปแบบ ดูเหมือนว่าการรณรงค์อย่างเดียวที่คนไทยทำอย่างชัดเจนก็คือการผลิตถุงผ้า แค่นี้หรือสิ่งที่เมืองไทยเราทำได้กับการรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้ช่วยลดโลกร้อนอะไรเลย ในเมื่อคนบางคนยังถือถุงผ้าไปใส่ถุงพลาสติกกลับมาบ้าน และเราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าถุงผ้านั้นเลอะเทอะเปรอะเปื้อนง่ายเพียงใด หากไม่ได้ซักล้างทันท่วงที มันก็จะปรากฏเป็นคราบฝังแน่นน่ารังเกียจอยู่อย่างนั้น ชะตากรรมของถุงผ้าเหล่านี้จึงไม่พ้นต้องลงเอยในถังขยะ
ฉันเดาว่า การรณรงค์เรื่องถุงผ้าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เห็นผลได้ชัดเจนและรวดเร็วในทางรูปธรรม ถุงผ้าจึงกลายเป็นเครื่องมือขององค์กรและบริษัทหัวใส ที่นอกจากจะเป็นวิธีการประกาศต่อสาธารณชนอย่างง่ายที่สุดว่าองค์กรของเขาเป็นพวกรักสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการโฆษณาโลโก้ของตัวเองอย่างแยบยล ถุงผ้ากลายเป็นเครื่องประดับของคนเสแสร้งฉาบฉวย เพื่อเป็นการโอ่อวดว่าตนเองมีจิตสำนึกที่ดี ถุงผ้ากลายเป็นเครื่องมือหาเสียงของนักการเมือง ถุงผ้ากลายเป็นธุรกิจ
สุดท้ายถุงผ้าลดโลกร้อนก็กลายเป็นขยะรกโลก
ถุงผ้ายังเป็นสัญลักษณ์ของการแก้ปัญหาแบบไทยๆ คือการทำงานแบบผักชีโรยหน้า เสแสร้งจอมปลอม ไร้ความคิดสร้างสรรค์ และไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
การรณรงค์ที่เริ่มต้นด้วยเจตนาดีกลายเป็นเข้ารกเข้าพงจนกู่ไม่กลับ เจริญรอยตามกันไม่มีผิดเพี้ยนกับโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ที่ถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
บริษัทองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งหลาย หากรักโลกรักสิ่งแวดล้อมจริงอย่างที่ประกาศปาวๆ วิธีที่ดีที่สุดคือควรจะหยุดผลิตถุงผ้าให้ออกมาเป็นขยะรกโลกเสียที เรารู้กันดีว่ามีวิธีรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่านั้น นั่นก็คือการไม่ต้องผลิตถุงผ้าบ้าๆ เหล่านี้ขึ้นมาเลยแม้แต่ใบเดียว
หาไม่แล้ว ในไม่ช้าอาจจะต้องมีโครงการรณรงค์ครั้งใหม่ชื่อว่า… “หยุดผลิตและแจกถุงผ้ารกโลก ลดภาวะโลกร้อน”
มันคงจะเป็นตลกร้ายที่สุดเรื่องหนึ่งของประวัติศาสตร์เมืองไทยเลยทีเดียว []















