Archive for March, 2007

Women in the Moon

Tuesday, March 27th, 2007 by jaxx the gripper

ผู้หญิงในดวงจันทร์: เทศกาลนักเขียนบทและผู้กำกับละครเวทีหญิง(ค่ะ)
โดยพระจันทร์เสี้ยวการละคร
พบกับ ละครเวที, เสวนาโต๊ะกลม, เวริ์คชอบ และ ตลาดนัด

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม เวลา 10.00 – 17.00 น.
Directing Workshop โดย รสิกา สวนสม
Fee: 300 บาท
รับจำนวน 20 คน
ผู้เข้าเวิร์คชอบ ควรมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และมีประสบการณ์ทางการแสดงมาก่อน
รสิกา สวนสม เป็นอาจารย์สอนวิชาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการละครและภาพยนตร์ เช่น การแสดง เขียนบท กำกับ และเป็นที่ปรึกษาโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการละครและภาพยนตร์

วันที่ 9- 11 พฤษภาคม เวลา 10.00 – 17.00 น.
Story telling Workhop โดยนฤมล ธรรมพฤกษา
คอร์ส – สร้างเรื่องจากประสบการณ์ส่วนตัว
นฤมล เป็นศิลปินที่มีผลงานในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเขียนบทละครเรื่อง “Sounds of the Ocean” ซึ่งจัดแสดงในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาโดยกลุ่มละคร Spring Wind Theatre เมืองเกาชุงประเทศไต้หวัน

12 พฤษภาคม เวลา 10.00 – 17.00 น.
Acting Workshop โดย พันพัสสา ธูปเทียน
รับจำนวน 20 คน
Fee: 300 บาท
พันพัสสา จบจาก The Actors Studio Drama School, New School University, New York ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กำกับเรื่อง Animal Farm ให้กับอักษร จุฬาฯ และล่าสุด กำกับเรื่อง Al Takes A Bride ในเทศกาล Sydney mardi Gras ณ The Kirk Gallery ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

14-15 แล 20-21 พฤษภาคม ( 4 วัน) เวลา 10-12 และ 14-18 น.
Writing Proposal Workshop
เขียนโครงการให้ได้ให้เป็น เวิร์คชอบเสร็จได้โครงการพร้อมส่งหาทุน
รับจำนวน 10 คน
Fee 500 บาท
อบรมโดย โดย Lea L.Espallardo ผู้อำนวยการโครงการ Peta Mekong Partnership Project

19 พฤษภาคม
เวลา 16.00 น. ตลาดนัดแลกเปลี่ยนสินค้าราคาถูก
เวลา 19.00 น. ชมละคร Vagina Monologues โดย พันพัสสา ธูปเทียน
เวลา 20.00 น. ชมละคร ยามพลบ โดย จารุนันท์ พันธชาติ
เวลา 20.50 น. พูดคุยกับผู้กำกับละครเวทีทั้ง สองเรื่อง

20 พฤษภาคม
เวลา 14.00 น. พูดคุยเสวนา “มีอะไรในบทละครของนักเขียนหญิง”
เวลา 16.00 น. ตลาดนัดแลกเปลี่ยนสินค้าราคาถูก
เวลา 19.00 น. ชมละคร ยามพลบ โดย จารุนันท์ พันธชาติ
เวลา 20.00 น. ชมละคร Vagina Monologues โดย พันพัสสา ธูปเทียน

26 พฤษภาคม
เวลา 16.00 น. ตลาดนัดแลกเปลี่ยนสินค้าราคาถูก
เวลา 19.00 น. ชมละคร แสลง โดย สินีนาฏ เกษประไพ
เวลา 20.00 น. ชมละคร โสมเกาหลี โดยฟารีดา จิราพันธุ์ และ อุษาวดี ………
เวลา 20.50 น. พูดคุยกับผู้กำกับละครเวทีทั้ง สองเรื่อง
27 พฤษภาคม
เวลา 14.00 น. พูดคุยเสวนา “ผู้กำกับหญิง: มุมมองที่แตกต่าง”
เวลา 16.00 น. ตลาดนัดแลกเปลี่ยนสินค้าราคาถูก
เวลา 19.00 น. ชมละคร โสมเกาหลี โดยฟารีดา จิราพันธุ์ และ อุษาวดี ………
เวลา 20.00 น. ชมละคร แสลง โดย สินีนาฏ เกษประไพ
เวลา 21.00 น. ปาร์ตี้ปิดเทศกาล

สมัครเวิร์คชอบ ที่ Tel. 086 623 2902 ติดตามกิจกรรมและความคืบหน้าของ ผู้หญิงในดวงจันทร์ได้ที่ www.crescentmoontheatre.com

รักชาติ

Monday, March 26th, 2007 by Ar@p

ผมกับคุณรักชาติเหมือนกัน
ส่วนมากน้อยนั้นคงวัดไม่ได้

รักชาติแล้วทำอย่างไร
บางคนรักชาติแล้วก็พยายามทำตัวให้เป็นอะไรสักอย่างที่ดีของสังคม
บางคนรักชาติแล้ว ชอบไปเที่ยวด่าว่า ลาว หรือไหมก็เขมร ตลอดถึงพม่า
ฯลฯ
ไม่ว่าจะรักชาติแล้วทำอะไร
ผมกับคุณมีที่อะไรที่เหมือนกัน คือ อีกไม่นานแล้วเราก็จะจากชาตินี้ไป
ไปอยู่ชาติอื่นที่…เราไม่รู้.

ขำ ขำ

Monday, March 19th, 2007 by jarin

Maximum Politics

Thursday, March 1st, 2007 by webMaster

ขณะที่โลกสมัยใหม่กำลังสนใจองค์กรส่งเสริมวัฒนธรรม หรือศูนย์ความรู้ขนาดเล็กๆ ที่เล่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เจาะลงลึกให้ถึงใจกันไปเลยนั้น ประเทศไทยของเรา ยังคงเดินตามหลัง อยู่บนเส้นทางที่แผ่กว้าง ครอบคลุมองค์ความรู้ให้มากที่สุดเอาไว้ก่อน รสนิยมด้าน “มาก” ของเราปรากฎให้เห็นชัดเจนในหลายๆ โครงการ ทั้งที่เกิดมาแล้วและกำลังจะเกิด เราไม่มีศูนย์การออกแบบเหมือนที่อื่นๆ ในโลก แต่เรามีศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ที่ควบรวมงานหลายสาขามาไว้ด้วยกัน

เราไม่อยากให้หอศิลป์ของกรุงเทพมหานคร เป็นแค่ศูนย์ศิลปะเฉยๆ เราเลยได้ศูนย์ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครขึ้นมาแทน ยังมีศูนย์วัฒนธรรมใหม่ตรงถนนพระรามเก้า ที่เพิ่งได้ผู้ชนะการประกวดแบบไป ยังไม่ทันได้สร้าง ก็มีข่าวเตรียมซื้อที่ดิน เพิ่มเพื่อขยายโครงการให้ใหญ่กว่าเดิมขึ้นไปอีกแล้ว

การตั้งชื่อยาวๆ และการควบรวมเนื้อหาให้ “มาก” เอาไว้ก่อนนั้น ในมุมหนึ่งสามารถอธิบายได้ว่า เป็นการเปิดกว้างให้เกิดการมีส่วนร่วมจากคนหลากหลาย ฟังดูเป็นประชาธิปไตยดีจะตาย ในแง่มุมอนาถาหน่อย ก็อาจมองได้ว่าเป็นเพราะ เราไม่เคยมีสถาบัน ทางด้านวัฒนธรรมร่วมสมัยแบบนี้มาก่อนเลยนะ พอมีโอกาส ที่จะได้อะไรขึ้นมาซักชิ้นหนึ่ง จึงต้องรวบเนื้อหาสาระให้ครบถ้วน ม้วนเดียวจบไปเลย ทั้งที่เอาเข้าจริงๆ แล้ว สัดส่วนของขนมเค้กที่แบ่งออกมานั้น มันไม่เท่ากันหรอก เนื้อหาบางส่วนจะโดดเด่นขึ้นมาชัดเจน ในขณะที่อีกหลายๆ ส่วนจะดูเหมือนกับถูกหลอกให้มาเป็นไม้ประดับตกแต่ง ให้โครงการดูดีขึ้นมาเท่านั้น และเมื่อมีความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้น อาการน้อยอกน้อยใจ ไปจนถึงขั้นวงแตกย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ความจริงที่ต้องพูดกันตรงๆ เลยก็คือ ทั้งผู้บริหารและประชาชนในประเทศเรา ยังขาดความเข้าใจในเรื่องงานออกแบบ งานสร้างสรรค์ ตลอดจนศิลปะและวัฒนธรรม กันอย่างถ่องแท้ต่างหาก แต่การริเริ่มและผลักดันโครงการทางด้านนี้ ยังคงต้องผ่านไปในช่องทาง “การเมือง” และ “เศรษฐกิจ” เป็นหลักอยู่ นั่นหมายถึง เราต้องทำให้องค์กรที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้ เกี่ยวพันกับเครือข่ายกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ รวมทั้งจะต้องอิงกับเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหลัก เพื่อใช้อธิบายให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจได้ง่ายๆ ว่า เนื้อหาสาระที่บรรจุอยู่ในโครงการเหล่านี้ จะทำให้เศรษฐกิจเจริญรุดหน้าไปไกลกว่าที่เป็นอยู่มาก ทั้งๆ ที่ลึกๆ แล้ว เราเข้าใจดีว่า ถ้าหากใช้เนื้อหาด้านการพัฒนาปัญญา และจิตใจโดยลำพัง โดยให้ประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องรองลงมาแล้ว จะไม่มีคนเข้าใจ และจะไม่ได้งบประมาณสนับสนุนในที่สุด และเมื่อเกิดโครงการขึ้นมาแล้ว

อำนาจการจัดการก็ยังคงอยู่ที่ฝ่ายการเมือง พอนักการเมืองซีกนั้นหมดอำนาจลง ก็ยังต้องมาลุ้นกันต่อว่า คนมาใหม่จะคิดอย่างไรแน่ เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของมันจริงๆ นั่นเอง

จำไม่ได้ว่าเคยพูดถึง เรื่องทำนองนี้มากี่หนแล้วในพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้ แต่ถึงวันนี้ ก็ยังยืนยันความต้องการ ที่อยากจะเห็นศูนย์ศิลปะที่คิด และจัดการอย่างคนศิลปะจริงๆ ศูนย์การออกแบบที่มีจิตวิญญาณของนักออกแบบจริงๆ รวมทั้งหอภาพยนตร์ ศูนย์การแสดง บ้านวรรณกรรม ฯลฯ ที่คอยอุ้มชูดูแล และพัฒนาให้วงการของตนก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน โดยการสื่อสารกับสังคมด้วยหัวใจของงานจริงๆ ไม่ใช่มาแค่เปลือกนอก อาจจะเริ่มจากห้องเล็กๆ หรือบ้านเก่าๆ ก่อนก็ได้ ไม่ต้องใหญ่บึ้มตูมตามให้โลกฮือฮา

แล้วไม่ช้าไม่นานก็มีรอยร้าวตรงนั้น รูโหว่ตรงนี้โผล่ขึ้นมาให้คนด่ากันขรมทั้งเมือง แน่นอนว่าทั้ง “ทุน” และ “การเมือง” มีความเกี่ยวพันกันทุกๆ โครงการสาธารณะ แต่ไม่ควรปล่อยให้ปัจจัยเหล่านี้มาชี้นำเนื้อหา จนเบี่ยงเบนไปสู่วงจร “มาก” สุดโต่ง ที่ไม่ให้ความสำคัญ กับการสร้างวุฒิปัญญา สติระลึกรู้ และความคิดเรื่องของการเสียสละ ในทางตรงกันข้าม กลับคอยแต่กระตุ้นยั่วเย้า ให้สังคมเกิดความต้องการบริโภค ต้องการร่ำรวย ต้องการเป็นหนึ่งเหนือกว่าใครในโลกนี้ แต่ท้ายที่สุดตอนจบของเรื่อง เป็นเช่นไรนั้น เราต่างเคยมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว

แต่นั่นแหละ มนุษย์ไม่ยอมเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากประวัติศาสตร์กันเอาเสียเลย

ไม่เคยเลยจริงๆ []

จากบทบรรณาธิการ art4d ฉบับที่ 133 เดือนก.พ. 50

advertising