Archive for October, 2006

คนเล่นเส้น หรือ เส้นเล่นคน

Wednesday, October 25th, 2006 by ช่องเปิด

สนพ.ช่องเปิด ขอแนะนำหนังสือใหม่ “คนเล่นเส้น” ต่อจากหนังสือ “สอน-ไม่ได้-ในโรงเรียนออกแบบ”
line
มีใครตอนเด็กๆ โตขึ้นอยากเป็นนักวาดการ์ตูนบ้าง ยกมือขึ้น

แล้วมีกี่คนเมื่อโตขึ้นมาแล้ว ยังเป็นนักวาดการ์ตูนอาชีพ หรือยังรักการวาดการ์ตูนอยู่จนถึงทุกวันนี้ ได้โปรดยกมือขึ้น

มีกี่คน ที่ยังคงอยากจะวาดการ์ตูนเป็นอาชีพอยู่ ยกมือขึ้น

แน่นอนว่าจำนวนมือที่ยกจะลดลงเรื่อยๆ อย่างเข้าใจได้ เพราะการเป็นนักวาดเส้น นักวาดการ์ตูนในบ้านเรานั้น นับไม่ได้กับการอยู่รอด แต่กระนั้นก็ตาม เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูนในบ้านเรา ก็ยังเป็นสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เด็กๆ อ่านการ์ตูนกันอย่างงอมแงม หน้าโรงเรียนเต็มไปด้วยแผงการ์ตูน ทั้งซื้อและเช่า และเป็นเหมือนวันที่สุขเสียยิ่งกว่าสุขใดๆ เมื่อวันนั้นเป็นวันที่การ์ตูนเล่มที่รอคอยออก และจะสุขยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อได้อ่านทันทีที่ซื้อมาจากแผง

หนังสือเล่มนี้ เป็นการรวบรวมบทสัมภาษณ์ จากปากนักวาดการ์ตูนไทยร่วมสมัย 8 ท่าน และแต่ละท่านก็มีกลุ่มผู้อ่านที่แตกต่างกันไป ทั้งเพศ วัย อายุ และความสนใจ ตั้งแต่

คุณโอม รัชเวทย์
คุณฟู - เรืองศักดิ์ ดวงพลา
คุณเซีย ไทยรัฐ - ศักดา แซ่เอียว
คุณหมอ - ทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์
คุณหัวแตงโม - องอาจ ชัยชาญชีพ
คุณเอ๊ะคุง - ธานี ชินชูศักดิ์
คุณนวลตอง ประสานทอง
และเดอะดวง - วีรชัย ดวงพลา

เราไม่แน่ใจนักว่า จะมีเหลือมืออีกกี่มือที่ยังยกอยู่ หากได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบลง เราเพียงแต่หวังว่าจะมีมือใหม่ๆ เข้ามายกมากขึ้น.

[]

หาซื้อได้แล้ววันนี้ ที่ งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 18-29 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่บู๊ท อาร์โฟร์ดี โซน C - M36 และบู๊ท fullstop โซน C - P31 เฉพาะในงาน ราคาพิเศษลด 15% จาก 235 เหลือ 200 บาท หลังจากงานมหกรรมฯ สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ จัดจำหน่ายโดย SE-ED หรือที่ร้านกู๊ดจ็อบสโตร์ ร้านหนังสือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[] ขอบคุณครับ

thinking model(5)

Thursday, October 19th, 2006 by jarin

แนวคิดที่สำคัญของกระบวนการคิด

ความตระหนักรู้ มีสติ
การมีอารมณ์ หรือ การใช้ ข้อมูลสะสม(inner data) ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่พึงรู้ไว้เสมอว่า นี่คืออารมณ์นะ นี่คือข้อมูลเก่านะ
หลายครั้งเมื่อมีระยะเวลาที่จำกัด หรือ เพื่อลดระยะเวลา(เพิ่มประสิทธิภาพ) เราเข้าข้อมูลเก่า(inner data) เป็นข้อสรุปโดยทันที เช่น
นักธุรกิจ มองดูตัวเลขทางการเงิน เขาอาจจะบอกว่าปลายปีสถานะทางการเงินจะไม่ดี(เพราะมันเป็นอย่างนี้ทุกปี)
อาจจะถูก และอาจจะผิด เพราะแต่ละปีมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ถ้ามองแล้วว่า ตัวเลขรายรับ รายจ่าย การผลิต ใกล้เคียงปีก่อนๆ บทสรุปนี้ก็อาจจะถูก
แต่ ตัวแปรอื่นๆถูกนำมาคิดร่วมด้วยหรือไม่ สภาพเศรษฐกิจโลก ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลง อัตราการถดถอยของประเทศคู่ค้า
บทสรุปอาจจะไม่ไช่ “เหมือนปีที่แล้ว” ข้อสรุปที่ได้อาจจะเป็น “แย่กว่าปีที่แล้ว และจะแย่ลงเรื่อยๆ”
สัญญาณเตือนภัยที่ดีกว่า คือสัญญาณเตือนที่มาในเวลาที่เหมาะสม มีเวลาให้เปลี่ยนแปลงและปรับตัว ไม่ใช่หรือ

ความยืดหยุ่น และ การแสวงหาอยู่ตลอดเวลา
ต้องเข้าใจว่าทุกสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ สิ่งที่เราเคยรู้อาจจะผิดก็ได้
เปิดใจ ไม่ทำตัวเป็นชาล้นถ้วย
เช่นเดียวกับตัวอย่างข้อแรก
ข้อมูลเก่า สามารถนำมาใช้ได้ในเชิงสถิติ แต่ไม่ใช่นำมาใช้สรุป เนื่องจากข้อมูลใหม่ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

เนื่องจากในกระบวนการคิด มักเกิดข้อมูลป้อนกลับเสมอ
ดังที่ว่า ข้อมูลใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา
แต่ไม่ได้หมายความว่า เก็บข้อมูลไปชั่วชิวิตไม่ตัดสินใจอะไรสักอย่าง
เพราะ การตัดสินใจแต่ละครั้งมีกรอบเวลาเสมอ
จงตัดสินใจ(สรุป) เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ(สรุป) อาจจะไม่ถูกต้อง 100% ยิ่งไม่มีทางถูกต้องตลอดกาล
กาลเวลาที่เปลี่ยนไป ข้อมูลที่เปลี่ยนไป เงื่อนไขทางสังคมที่เปลี่ยน
การตัดสินใจ(สรุป) ที่ถูกต้องเมื่อ สามปีที่แล้ว อาจจะไม่สามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน

แต่เมื่อเวลามาถึง(ต้องตัดสินใจ ต้องสรุป) นั่นคือสิ่งที่คุณต้องทำ ณ เวลานั้น

การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ
skill ทั้งหลาย เช่น

  1. การตรวจสอบข้อมูล : ลองอ่านข่าวจากหล่ายๆแหล่ง การฟังเสียงจากทุกๆฝ่าย ในเบื้องต้นอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะต้องไปรับรู้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับความคิดตน(inner data) แต่นี่เป็นสิ่งจำเป็น ทุกๆข้อมูลที่เข้ามาจะค่อยๆลำดับความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล รวมถึงความสามารถในการวิเคราะห์แหล่งข้อมูล เช่น แหล่งข้อมูลมีอคติหรือไม่(inner data และ emotion ของแหล่งข้อมูล)
  2. การวิเคราะห์ข้อมูล : นำข้อมูลที่ได้มาแยกแยะ ส่วนไหนเป็นอารมณ์ ส่วนไหนเป็นเหตุผล ส่วนไหนเป็นข้อมูลเก่า(inner data ของแหล่งข้อมูล)
    จากนั้น จับให้ได้ว่า ส่วนใดเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราต้องตัดสินใจ(สรุป) อีกวิธีคือ การหัดย่อความ และการอ่านเอาเรื่อง
  3. การสังเคราะห์ข้อมูล : การมองออกจากข้อมูลที่ได้รับ การมองให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้(แน่นอน ด้วยกรอบเวลาที่มี และข้อมูลที่ได้ สิ่งเหล่านี้สามารถค่อยๆสะสมได้)
    เมื่อฝึกฝนไปเรื่อยๆ ผู้คิดจะพบว่า สิ่งใดที่ควรจะมองเพิ่มเติมในกระบวนการคิดในแต่ละเรื่อง ซึ่ง ในการคิดบางเรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องมองให้ครบทุกเรื่อง เช่นถ้าคุณกำลังตัดสินใจจะซื้อ คอนโดกลางเมือง ก็คงไม่ต้องพยายามมองว่าจะมีผลกระทบอะไรต่อชาวไร่ชาวนาที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น
    ศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ได้โดยหาอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับ system thinking
  4. การสรุป รวบรวม : หลายๆครั้งคุณอาจจะพบว่า ข้อสรุปไม่ตรงกับข้อมูลที่วิเคราะห์ออกมา หรือ ไม่ตรงกับประเด็นที่ตั้งไว้ตอนแรก
    เกิดอะไรขึ้นหรือ
    คุณอาจจะตั้งประเด็นผิด ไม่ก็ สรุปผิด
    ไม่ครับ ถ้าไม่ตรงกันต้องถือว่าข้อสรุปผิด เพราะคุณต้องมีประเด็นก่อน คุณถึงจะสรุปได้

ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝน และ เรียนรู้เพิ่มเติมได้ ซึ่งต้องอาศัยความยืดหยุ่นดังที่กล่าวมาข้างต้น

< จบแล้ว>

thinking model(4)

Thursday, October 19th, 2006 by jarin

อารมณ์(emotion)
จากรูป จะเห็น emotion ดูด้านบน
emotion มีผลต่อทุกๆขั้นตอนของกระบวนการคิด ตั้งแต่ ข้อมูล(input) กระบวนการคิดทั้งหมด(process) และผล(out put)
emotion แบ่งออกได้เป็นสองระดับ
1. ส่วนตัว เช่นเมื่อคืนอดนอน ตอนเช้าท้องเสีย ตอนมาทำงานรถติด อารมณ์หงุดหงิดไม่สบาย จึงเกิดขึ้นแต่เป็นอารมณ์ของบุุคคลคนนั้นเท่านั้น
2. ส่วนรวม ในบางครั้งสามารถเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ในเวลาเดียวกัน (จิตวิทยามวลชน)
บางครั้งเป็นความรู้สึกร่วมที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ(เหล่าอาสาสมัครที่เข้าไปช่วยเหลือเหยื่อสึนามิ) แต่หลายๆครั้งก็สามารถถูกสร้างขึ้นได้ผ่านกระบวนการคิดและเตรียมการอย่างรอบคอบ

หลายๆครั้งในเชิงธุรกิจ ท่านจะได้ยินคำว่า อย่าใช้อารมณ์ หรืออย่าเอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล
แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะโดยแท้จริงแล้ว อารมณ์ เป็นเหตุผล และท่านจะเห็นได้ชัดอย่างยิ่งในวิธีทางการตลาด ผู้บริโภคเลือกดูสินค้าด้วยเหตุผล(แชมพูที่บ้านหมด)แต่ตัดสินใจด้วยอารมณ์(เอายี่ห้อนี้ก็แล้วกัน)

บางท่านอาจจะโต้แย้งว่า การตัดสินใจช่วงสุดท้ายเป็นเรื่องของการประมวลความคุ้มซึ่งเป็นเรื่องของเหตุผล… อาจจะมีบ้างครับแต่หากท่านลองตั้งสติให้มั่นแล้วคิดย้อนกลับไป จริงๆแล้วท่านจะพบว่าท่านตัดสินใจขั้นสุดท้ายด้วยความเชื่อครับ ความเชื่อจากข้อมูลข่าวสารทางการตลาดที่ส่งออกมาตอกย้ำความน่าเชื่อนั้น(ขจัดรังแค,ผมนุ่มสลวย,เงางาม,ฯลฯ) และความเชื่อเป็นอารมณ์ครับ

ผมไม่ได้หมายความว่าคำพูด “อย่าเอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล” ไม่ถูกต้อง
ในแง่หนึ่งมันถูกต้องมากๆเลยครับ เพราะโดยส่วนใหญ่อารมณ์มีความเป็นปัจเจกสูงมาก ในเมื่อแต่ละคนมีพื้นฐานทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน(มากบ้างน้อยบ้าง) สภาพสังคมที่ต่างกัน พื้นฐานการศึกษาที่ต่างกัน ประสบการณ์ในชีวิตที่ต่างกัน

ในช่วงเวลาหนึ่ง อารมณ์อาจจะเหมือนกัน(ผลทางอารมณ์ ซึ่งนำไปสู่การกระทำที่ ใกล้เคียงกัน) แต่เมื่อเวลาผ่านไป การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ย่อมแตกต่างกันเนื่องจากพื้นเพที่ต่างกันนั่นเอง และส่งผลให้ ผลของอารมณ์นั้นแตกต่างกันไปในแต่ละคน และยิ่งยากที่จะคาดเดาว่าตัวอารมณ์เองนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด(บางคนรุนแรงขึ้น บางคนสงบลง บางคนจากเสียใจกลายเป็นโกรธ บางคนจากเสียใจกลายเป็นน้อยใจ) การคาดเดาอาจจะสามารถกระทำเป็นเฉพาะบุคคลได้ แต่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในการคาดการณ์เชิงมวลชน นอกจากจะมีการชี้นำอย่างสม่ำเสมอ

ฉะนั้นการนำ อารมณ์ มาเป็นปัจจัยในกระบวนการคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคาดการณ์ อารมณ์ ของผู้อื่นเป็นเรื่องที่ยากมากๆครับ
ยกตัวอย่างเช่น พนักงานต้อนรับเห็นลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน (input) เขาต้องทำอย่างไรเพื่อจะ please ลูกค้า(เริ่มต้นกระบวนการคิด) พนักงานอาจจะมองรสนิยมลูกค้าจากการแต่งกาย(information เพิ่มเติม) สีหน้าเพื่อประเมินอารมณ์(information เพิ่มเติม) … ความยากอยู่ตรงนี้ครับ … การแสดงออกทางอารมณ์ของแต่ละคนต่างกัน และผลของอารมณ์นั้นของแต่ละคนก็แตกต่างกัน

นี่คือตัวอย่างของอารมณ์จากภายนอก
หากเป็นอารมณ์ภายใน คือ อารมณ์ ที่เกิดแก่ผู้คิดเอง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการจับประเด็น(analysis)ที่ผิดพลาด การแตกหาความสัมพันธ์(synthesis)ที่ผิดพลาด(วันนี้อารมณ์ไม่ดี เกลียดลูกค้ารายนี้ อย่าไปทำให้มันเลย มันไม่ชอบหรอก) ซึ่งหลายๆครั้ง อารมณ์ อาจจะมาจากประสบการณ์(ที่ผ่านมา) หรือ ทัศนคติ(attitude) อันเนื่องมาจากกระบานการคิดของเราเองที่ผ่านๆมานั่นเอง

ประเด็นคือ ไม่ใช่ตัดอารมณ์ออกจากกระบวนการคิดโดยสิ้นเชิง แต่ให้คงความตระหนักรู้ อยู่เสมอว่า ส่วนใดเป็นอารมณ์ ส่วนใดเป็นข้อมูลดิบ ทั้งสองส่วนสามารถเก็บเพิ่มเติม มีผลส่งเสริมกัน หรือ หักล้างกันได้อยู่เสมอ ซึ่งหากข้อมูลและอารมณ์มีผลหักล้างกัน นั่นหมายความว่าท่านควรจะหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากทั้งอารมณ์และข้อมูลสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลานั่นเอง

< ยังมีต่อ>

Super normal or too normal?

Friday, October 13th, 2006 by webMaster

อาจจะดูเหมือนลังไม้ธรรมดา แต่ลังไม้ที่เห็นนี้ไม่ธรรมดา มันคืองานชื่อ ‘The Crate’ ออกแบบโดย Jasper Morrison และผลิตโดย Established & Sons ราคาที่หาซื้อได้ในอังกฤษ ตกอยู่ที่ประมาณ 95 ปอนด์ หรือประมาณ 6,500 บาท อาจจะแพงกว่านั้นถ้าซื้อจากที่อื่น

crate

The Crate เปิดตัวในงานมิลานแฟร์ต้นปีที่ผ่านมา ว่ากันว่าในบูธของ Established & Sons ปีนี้ งานที่ขโมยซีนและเป็นที่พูดถึงกันมากที่สุด ก็คืองานใหม่ของ Jasper Morrison ชิ้นนี้ เรื่องของเรื่องก็คือ Established & Sons ขอให้ Morrison ออกแบบโปรดักท์ให้สักชิ้น หนึ่งตั้งแต่เริ่มเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ Morrison ตกลงว่าจะออกแบบโต๊ะหัวเตียงให้ แม้ว่าจะ มีไอเดียต่างๆ หลายไอเดีย ในที่สุด Morrison บอกว่า ไม่ว่าเขาจะออกแบบยังไงก็ตาม โต๊ะหัวเตียงไอเดียใหม่ๆ ก็สู้ลังไม้ที่เขาใช้วางหนังสือ ที่หัวเตียงของเขาเองไม่ได้ Morrison ตัดสินใจ ทำโต๊ะหัวเตียงแบบลังไม้ที่เขาใช้อยู่ เป็นโปรดักท์ใหม่ให้กับ Established & Sons ในงานมิลานแฟร์ ก็มีป้ายบอกเล่าเรื่องราวที่มา ของงานชิ้นนี้ไว้ที่ตัวงานด้วย read more »

Super normal or too normal?

Thursday, October 12th, 2006 by webMaster

It looks like a normal crate but it’s not. It’s The Crate, a new product designed by one of Britain’s most famous product designers, Jasper Morrison for Established & Sons. The Crate is on sale at a retail price of UK 95 pounds. Since its launch at the Milan Fair earlier this year, The Crate has become one of the hottest topics in the design world.

crate

The story goes as follows: Established & Sons commissioned Morrison to design a piece for them, and Morrison agreed to design a bedside table. After exploring a few ideas, Morrison came to the conclusion that he could not find anything that works better than the wooden wine crate he uses beside his bed. Morrison decided to produce a replica of that wine crate. It is almost exactly the same as the original, but is made from better-quality wood and the joints are improved to make it stronger. read more »

สิ่งที่ไม่เคยบอก

Saturday, October 7th, 2006 by onlyone

เรารู้สึกเสียใจมาก กับเรื่องราวทั้งหมดที่เหมือนจะดีงาม แต่มันก็เป็นเหมือนกับที่ลึกๆในใจเราคิดไว้อยู่แล้ว คือเธอ ที่จะเปลี่ยนไป ท้ายสุด เราก็จะไม่ได้คุยกัน และต่างก็เลือนหายไปจากความทรงจำของทั้งคู่ แต่เราไม่ ไม่จริงๆ เราไม่ชอบพูด เราไม่อยากให้เธอคิดว่าเราแก้ตัว ถึงเราจะเด็กมาก แต่เราก็มีเหตุและผลเสมอในการเลือก การตัดสินใจ แม้ว่ามันจะไม่ได้ถูกเอ่ยออกมา เรารักเธอ ถึงเธออาจจะคิดว่าเรา fake ใส่ไป ทั้งหมด เราก็ยอม เราคงผิดที่ไม่ไปเจอเธอ แต่เราจะรู้สึกผิดกว่า ถ้าเธอเจอเราแล้วไม่ถูกใจ หน้าตาเราไม่ได้ดีเลิศ เป็นแค่เด็ก16 หน้าเขรอะๆ แต่เธอมีหน้ามีตาในสังคมศิลปะของเธอ ทุกอย่างมันดีมาก เหมือนภาพวาดที่อยู่ในกรอบสวยหรู แต่ไม่อยากทำให้มันแย่ read more »

advertising